BREAKING NEWS

Category 5

Category 6

Category 7

Monday, October 28, 2013

อุตสาหกรรมผลิตขนมและของฝากในภาคกลาง



อุตสาหกรรมผลิตขนมและของฝาก

เป็นหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อผู้ประกอบการ SMEs ที่ผลิตสินค้าของฝากในท้องถิ่นซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก และถือเป็นรากฐานของการพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่นในภาพรวม โดยเฉพาะ “ภาคกลาง” ซึ่งถือได้ว่าเป็นภูมิภาคที่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อกับการทำธุรกิจผลิต ขนม/ของฝากเป็นอย่างมาก กล่าวคือ เป็นศูนย์กลางของการคมนาคมภายในประเทศ ซึ่งไม่ว่าจะเดินทางขึ้นเหนือลงใต้ ภาคกลางจะเป็นจุดศูนย์กลางในการเดินทาง ในขณะที่ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางการเกษตรในพื้นที่ ก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งที่ทำให้ในแต่ละจังหวัดภาคกลาง สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์เหล่านั้นออกมาเป็นสินค้าขนม/ของฝากที่มีเอกลักษณ์และ มีความหลากหลายได้เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ อุตสาหกรรมการผลิตขนม/ของฝากภาคกลาง จึงเป็นฐานการผลิตขนม/ของฝากสำคัญของประเทศ และเป็นอีกหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคกลาง จากการเป็นแหล่งรายได้และก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อีกมากมาย

ภาพรวมอุตสาหกรรมผลิตขนม/ของฝากในภาคกลาง

ธุรกิจผลิตขนม/ของฝาก เป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นมาจากภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น ในการประยุกต์นำวัตถุดิบหรือของดีที่มีอยู่ในพื้นที่ นำมาผลิตเป็นสินค้าประเภทอาหาร ขนม/ของฝาก และของที่ระลึก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากร และสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในท้องถิ่น ซึ่งแรกเริ่มเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในละแวกใกล้เคียง แต่ในระยะต่อมา จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อมีสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือ OTOP ที่ได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐ ซึ่งส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป จากเดิมที่นิยมซื้อเพื่อบริโภคกันเอง ในระยะหลังก็ปรับเปลี่ยนไปสู่การซื้อเป็นของฝาก ของที่ระลึกและของขวัญแก่ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงและบุคคลสำคัญมากขึ้น โดยได้รับแรงกระตุ้นจากการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวของไทย ที่ทำให้ปัจจุบันธุรกิจผลิตขนม/ของฝาก พบได้อยู่ทั่วไปทั้งในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญและเมืองที่เป็นทางผ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคกลาง ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการเดินทางระหว่างภูมิภาค

โครงสร้างธุรกิจผลิตขนม/ของฝากในภาคกลาง มีเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมีผู้เกี่ยวข้องดังนี้

- ผู้ประกอบการต้นน้ำ ได้แก่ ผู้ค้าส่ง ค้าปลีกวัตถุดิบในการผลิตขนมหรืออาหาร อาทิ แป้ง น้ำตาล เป็นต้น และผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ในรูปแบบต่างๆ เพื่อใช้ในการบรรจุขนมหรือของฝาก อาทิ ถาดใส่ขนม ถุงบรรจุขนม และถุงกระดาษบรรจุภายนอกที่มีการระบุชื่อร้าน เป็นต้น

- ผู้ประกอบการกลางน้ำ ได้แก่ ผู้ผลิตขนมหวาน/ของฝาก ทั้งในลักษณะรับจ้างผลิตภายใต้ชื่อร้านอื่นๆ และผลิตภายใต้ชื่อตนเอง อาทิ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่ม OTOP กลุ่มผู้ประกอบการร้านขนมและร้านอาหาร เป็นต้น



- ผู้ประกอบการปลายน้ำ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้ซื้อเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ อาทิ กลุ่มร้านค้าขนมหวานและของฝาก ห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด ดิสเคานต์สโตร์ ร้านค้าในปั๊มน้ำมัน และกลุ่มผู้บริโภคปลายทาง อาทิ กลุ่มนักท่องเที่ยว ซึ่งมีรูปแบบการซื้อขายที่แตกต่างกันไป สามารถจำแนกได้ดังนี้

     - การซื้อขายระหว่างธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) : ผู้ผลิตจะขายสินค้าหรือฝากขายกับร้านค้าขนมที่มีหน้าร้านของตนเอง (ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีชื่อเสียง) ซึ่งธุรกิจนี้ ร้านค้าที่มีหน้าร้านจะมีการผลิตและขายสินค้าของตนเองบางตัว นอกนั้นจะเป็นการรับซื้อสินค้าจากผู้ผลิตรายอื่นเข้ามาขายในร้าน โดยมีทั้งนำมาติดแบรนด์ของร้าน หรือจำหน่ายภายใต้ชื่อ แบรนด์ของผู้ผลิต

     - การขายในลักษณะขายส่ง : ซึ่งผู้ค้าส่งจะมีการผลิตสินค้าเองบางตัว และซื้อจากผู้ผลิตรายอื่นๆ แล้วนำมาเสนอขายแบบขายส่ง สู่ตลาดขายของฝากภายในจังหวัดและจังหวัดอื่นๆ

     - การขายตรงสู่ผู้บริโภค (B2C) : ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ

     ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงสภาพตลาดและการแข่งขัน จะ พบว่า ธุรกิจขนม/ของฝากมีอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ประกอบการและการแข่งขันทางการ ตลาดค่อนข้างสูง จากการที่ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจที่มีจำนวนมาก ทั้งรายเดิมที่มีอยู่และรายใหม่ที่เข้ามา ส่งผลให้ในปัจจุบันสินค้าขนม/ของฝาก เป็นสินค้าที่มีอยู่อย่างแพร่หลาย และเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ธุรกิจขนม/ของฝากภาคกลาง (รวมกรุงเทพฯ) ในปี 2555 น่าจะมีมูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 24,000 ล้านบาท โดยจะเห็นได้ว่า ผู้ประกอบการขนม/ของฝากและของที่ระลึก ที่อยู่ในลักษณะของผู้ประกอบการ OTOP มีจำนวนกว่า 35,000 รายทั่วประเทศ โดยผู้ประกอบการในภาคกลางมีประมาณ 7,200 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 21 ของผู้ประกอบการทั้งหมดในประเทศ ครอบคลุมสินค้าในระบบกว่าหลายพันรายการ ทำให้ทุกวันนี้ร้านจำหน่ายขนม/ของฝากกระจายตัวอย่างมาก และมีวิวัฒนาการของการทำธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละห่วงโซ่การผลิต อาทิ ผู้ประกอบการผลิตขนม/ของฝาก (ต้นน้ำ) มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาศักยภาพในการผลิตในเชิงคุณภาพมากขึ้น (ทั้งเรื่องการยืดอายุสินค้า พัฒนาบรรจุภัณฑ์ การผลิตสินค้าใหม่ๆ มาจำหน่าย) ในขณะที่ผู้ประกอบการจัดจำหน่าย (ปลายน้ำ) จะมุ่งเน้นไปที่การขยาย/ปรับปรุงร้านค้าให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น เพิ่มความหลากหลายของสินค้าที่นำมาวางจำหน่าย (เช่น การแลกเปลี่ยนสินค้าข้ามภูมิภาค) พัฒนาในเรื่องการให้บริการลูกค้าให้เกิดความสะดวกสบายในการเลือกซื้อสินค้า การขยายธุรกิจแบบครอบคลุมทั้งห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อควบคุมต้นทุนการผลิตและเพิ่มศักยภาพในการสร้าง แบรนด์ให้แข็งแกร่ง ตลอดจนการพัฒนาความสัมพันธ์กับพันธมิตรทางการค้าที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน อย่าง ธุรกิจบริการขนส่ง รถทัวร์ เพื่อที่จะเข้าถึงผู้บริโภคปลายทางให้ได้มากที่สุด

     ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึง โอกาสการเติบโตของธุรกิจขนม/ของฝาก ว่ายังสามารถขยายตัวได้อีกมาก เนื่องด้วยเป็นสินค้าที่ผู้คนทั่วไปนึกถึงเมื่อเดินทางไปท่องเที่ยว หรือจะเดินทางกลับภูมิลำเนาของตนเอง เพื่อซื้อไปฝากครอบครัว ญาติสนิท มิตรสหาย ในช่วงเทศกาลสำคัญและวันหยุดต่างๆ ซึ่งมีอยู่จำนวนไม่น้อยในแต่ละปี อีกทั้งยังเป็นตลาดรองรับผู้บริโภคที่ค่อนข้างใหญ่ และตัวผลิตภัณฑ์สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยได้ง่าย นอกจากนี้ ด้วยลักษณะการท่องเที่ยวของภาคกลางที่ไม่มีฤดูโลซีซั่น ทำให้สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ยังเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจของผู้ประกอบการผลิตขนม/ของฝากที่มีศักยภาพ ในการจะต่อยอดพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดต่างๆ เพื่อเจาะตลาดในประเทศและตลาดส่งออกได้มากขึ้นในอนาคต

การประกอบธุรกิจผลิตขนม และของฝากและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในภาคกลาง

หากวิเคราะห์ลงลึกภาพรวมธุรกิจผลิตขนม/ของฝากภาคกลาง จะพบว่า มีปัจจัยเอื้อต่อการทำธุรกิจผลิตขนม/ของฝากเป็น อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมภายในประเทศ ทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ ซึ่งไม่ว่าจะเดินทางขึ้นเหนือลงใต้ ภาคกลางจะเป็นจุดศูนย์กลางในการเดินทาง ในขณะที่ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางการเกษตรในพื้นที่ ก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งที่ทำให้ในแต่ละจังหวัดภาคกลาง สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์เหล่านั้นออกมาเป็นสินค้าขนม/ของฝาก ที่มีเอกลักษณ์และมีความหลากหลายได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในการประกอบกิจการ ทำให้ภาคกลางเป็นหนึ่งในฐานการผลิตขนม/ของฝากที่สำคัญของประเทศ

ปัจจุบัน ภาคกลางมีจำนวนผู้ประกอบการในธุรกิจผลิตขนม/ของฝากทั้งสิ้นประมาณ 7,193 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในรูปแบบกลุ่มผู้ผลิตชุมชน (มากกว่าร้อยละ 50) รองลงมาคือ ผู้ประกอบการรายเดี่ยวและผู้ประกอบการ SMEs ตามลำดับ กระจุกตัวอยู่ตามจังหวัดกรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา นครปฐม นครสวรรค์ ลพบุรี กำแพงเพชร พิษณุโลก สุพรรณบุรี เป็นต้น ซึ่งจะเป็นจังหวัดท่องเที่ยวและเมืองทางผ่านที่สำคัญของภาคกลาง ที่ผู้คนเดินทางผ่านไปมาเป็นจำนวนมาก

  • ลักษณะการประกอบธุรกิจผลิตขนม/ของฝากในภาคกลาง : ได้แก่ ธุรกิจประเภทแปรรูปอาหารและพืชผลทางการเกษตรต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ เช่น ผลิตภัณฑ์จากข้าว ถั่ว มะพร้าว สับปะรด อ้อย กล้วย มันเทศ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งมีกระบวนการผลิตที่ไม่ซับซ้อน ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มักได้แก่ การรวมกลุ่มเกษตรกรหรือแม่บ้านในชุมชน (กลุ่ม OTOP) กลุ่มผู้ประกอบการเดี่ยว เป็นต้น โดยเมื่อผลิตสินค้าได้จะมีการส่งต่อไปยังตัวแทนจำหน่ายหรือร้านค้าของฝาก เพื่อจัดจำหน่ายต่อไป ส่วนผู้ ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ เป็นธุรกิจที่เริ่มมีใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการแปรรูปและมีกรรมวิธีการผลิต ที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งมักประกอบธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ กล่าวคือ เป็นทั้งผู้ผลิตไปจนถึงผู้จัดจำหน่าย ซึ่งในจุดนี้ถือเป็นข้อได้เปรียบของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ในเรื่องของ ความหลากหลายของสินค้า คุณภาพอายุสินค้า บรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่นและชื่อเสียงของแบรนด์ สินค้าหลักๆ ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนี้ ได้แก่ ขนมหม้อข้าวหม้อแกง ขนมสาสี่ โมจิ ข้าวแต๋น ขนมจากถั่วประเภทต่างๆ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปต่างๆ เช่น หมูหยอง หมูยอ กุนเชียง แหนม เป็นต้น

  • ผลิตภัณฑ์ขนม/ของฝากภาคกลางที่ได้รับความนิยม : ส่วน ใหญ่จะเน้นไปที่กลุ่มอาหารและขนมเป็นหลัก โดยทั่วไปมักเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากข้าว เช่น ข้าวตัง นางเล็ด ข้าวเหนียวมูน ข้าวเกรียบ และบางส่วนเป็นขนมไทยโบราณที่หลุดลอดมาจากรั้ววังจนแพร่หลายสู่สามัญชนทั่ว ไป เช่น ลูกชุบ หม้อข้าวหม้อแกง ฝอยทอง ทองหยิบ รวมไปถึงขนมจากวัตถุดิบท้องถิ่น เช่น ขนมสาลี่ ขนมเปี๊ยะ ขนมปังและขนมขบเคี้ยว ประเภทต่างๆ เป็นต้น ส่วนผลิตภัณฑ์ของฝากอื่นๆ ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ พวกผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป (ในกลุ่มการถนอมผลไม้หรือผัก การทําเค็ม และการอบแห้ง) เครื่องปรุงในการประกอบอาหาร และอาหารที่มีเอกลักษณ์ของพื้นถิ่นนั้นๆ เป็นต้น

  • ช่องทางการจัดจำหน่าย : ช่องทางจัดจำหน่ายในประเทศ แยกเป็น 2 ส่วนคือ ค้าปลีก โดยมุ่งเน้นไปที่ลูกค้าที่ซื้อสินค้าเพื่อนำไปเป็นของฝากหรือบริโภคเอง ส่วนใหญ่มีวางจำหน่ายในบริเวณสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง และค้าส่งคือ กลุ่มร้านค้าปลีกที่นำสินค้าไปจำหน่ายต่ออีกทอดนึง โดยผ่านตัวแทนจำหน่าย เช่น ร้านของฝาก/ของที่ระลึก ร้านค้าภายในปั๊มน้ำมัน ร้านค้าในสถานนีขนส่ง ภายในจังหวัดที่ผลิตและจังหวัดใกล้เคียง รวมไปถึงการส่งเข้ามาจำหน่ายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผ่านร้านปลีกสมัยใหม่ประเภทต่างๆ (เป็นช่องทางการขยายตลาดให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่ สุด) ทั้งนี้ พบว่า สินค้าจะขายดีที่สุดในช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ วันแม่ วันไหว้พระจันทร์ เทศกาลเข้าพรรษา-ออกพรรษา และวันหยุดสุดสัปดาห์
  •  กลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการเลือกใช้ในการพัฒนาธุรกิจ : คือ การวางตำแหน่งสินค้าเป็นขนม/ของฝาก และปรับเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ของขวัญ-ของที่ระลึก เพื่อใช้ในเทศกาลต่างๆ มากขึ้น ซึ่งข้อได้เปรียบเหล่านี้จะไปตกอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากมีตราสินค้าเป็นที่รู้จักและยอมรับในวงกว้าง ในขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กมักเข้าไปเป็น ซัพพลายเออร์ในการผลิตสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการรายใหญ่อีกทอดหนึ่ง
อุตสาหกรรมขนม/ของฝาก  สายพานเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

จากการที่ภาคกลางเป็นทั้งแหล่งวัตถุดิบ แหล่งผลิตและศูนย์กลางการกระจายสินค้าที่มีศักยภาพ จึงทำให้เป็นแหล่งกระจุกตัวของคลัสเตอร์ผู้ประกอบการในธุรกิจผลิตขนม/ของฝาก รวมไปถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันทั้งนี้ ในการทำธุรกิจผลิตขนม/ของฝากนั้นจำเป็นต้องเชื่อมโยงและพึ่งพาธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • ธุรกิจท่องเที่ยว ลูกค้า ของธุรกิจขนม/ของฝาก ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยว ดังนั้น หากธุรกิจท่องเที่ยวเติบโตหรือมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาเยือนเป็นจำนวนมาก ก็จะส่งผลโดยตรงต่อสินค้าขนม/ของฝากให้มียอดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น

  • ธุรกิจที่ให้บริการนักท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจบริการขนส่ง ธุรกิจโรงแรม บริษัทนำเที่ยว เป็นธุรกิจต่อเนื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก ปัจจุบันธุรกิจเหล่านี้ได้พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางด้านการค้าระหว่าง กันมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ส่งเสริมการขาย เช่น การวางแผนโปรแกรมทัวร์ร่วมกัน โดยนำร้านหรือสถานที่ผลิตจำหน่ายขนม/ของฝาก เป็นหนึ่งในโปรแกรมท่องเที่ยว การจัดทำวิดีทัศน์แนะนำร้านบนรถเพื่อประชาสัมพันธ์ร้านขนม/ของฝาก เป็นต้น
  • ธุรกิจขนส่ง ได้แก่ ธุรกิจรถขนส่งสินค้า โดยเฉพาะการขนย้ายวัตถุดิบเพื่อการผลิตและการขนส่งสินค้าไปจำหน่าย ทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ การขนส่งโดยรถ รถไฟ รถห้องเย็น เครื่องบิน เป็นต้น
  • ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ได้แก่ บรรจุภัณฑ์จำพวกภาชนะและอุปกรณ์ในการบรรจุหีบห่อสินค้า เนื่องจากจะช่วยรักษาความสะอาด ความสด การยืดอายุสินค้า ยังเป็นสิ่งที่ช่วยดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าอีกด้วย ซึ่งจะต้องมีการออกแบบให้เหมาะสม จดจำได้ง่าย เพราะจะทำให้เป็นหนึ่งเครื่องมือในการช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าได้เป็นอย่าง ดี
  • ธุรกิจค้าปลีก เป็นช่องทางในการกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภค ปัจจุบันสินค้าขนม/ของฝากมีวางจำหน่ายในช่องทางค้าปลีกมากขึ้น ดังนั้น การที่ผู้ประกอบการสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเออร์ ที่ป้อนสินค้าเข้าสู่ร้านค้าปลีกที่มีจำนวนสาขาเป็นจำนวนมากได้ ก็จะทำให้ได้ฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น
แนวโน้มการเติบโต & โอกาสและอุปสรรคของธุรกิจผลิตขนม/ของฝากในภาคกลาง

แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจผลิตขนม/ของฝากในภาคกลาง หลักๆ จะขึ้นอยู่กับการเติบโตอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งในระยะที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยวของไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้จากปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยมีจำนวนมากขึ้น


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประมาณ การว่า ตลอดทั้งปี 2556 จะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศทั้งสิ้นประมาณ 134.0 ล้านคน/ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4 จากปีก่อนหน้า และมีแนวโน้มสร้างรายได้จากตลาดในประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 670,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.8 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา




AEC กับการต่อยอดโอกาสทางการค้าผู้ประกอบการ SMEs ในอุตสาหกรรมผลิตขนม/ของฝาก

การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ทำให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว ซึ่งด้วยจำนวนประชากรกว่า 600 ล้านคน จึงกลายเป็นตลาดที่มีความสำคัญและน่าจับตามองสำหรับผู้ประกอบการผลิตขนม/ของ ฝาก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV ที่ประกอบด้วย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่มีความใกล้ชิดกับไทย ทั้งด้านภูมิประเทศและวัฒนธรรม อีกทั้งยังมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีอย่างต่อเนื่องและมีกำลังซื้อ ในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ

 กลุ่มประเทศเหล่านี้จึงเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจในการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของ ผู้ประกอบการผลิตขนม/ของฝาก เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และเป็นสินค้าที่มีโอกาสส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ง่าย เนื่องจากตรงกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ในประเทศเพื่อนบ้าน ที่นิยมบริโภคและนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น (แต่การผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอกับความต้องการ) ทั้งนี้ สินค้าที่คาดว่าจะได้รับความนิยม ได้แก่ กลุ่มผลไม้แห้งและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์ (ในรูปแบบขนมขบเคี้ยว อาทิ ผลไม้อบกรอบ หมูแผ่น หมูหยอง) ขนมขบเคี้ยวและขนมหวานประเภทต่างๆ เป็นต้น ในขณะที่ช่องทางการกระจายสินค้าที่สำคัญ ได้แก่ การค้าผ่านชายแดนและกระจายต่อไปยังตัวแทนจำหน่ายในท้องถิ่นอีกทอดหนึ่ง ซึ่งในจุดนี้อาจต้องอาศัยพันธมิตรทางการค้าในท้องถิ่นเข้ามาช่วยเหลือในการ กระจายสินค้า

อย่างไรก็ดี การเจาะตลาดขนม/ของฝากไปยังประเทศเพื่อนบ้านนั้น ต้องคำนึงว่าสินค้าประเภทใดบ้างที่เหมาะสม เพราะสินค้าขนม/ของฝากของไทย ยังมีข้อจำกัดด้านวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ที่เสียหายง่าย มีขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนทำให้ต้นทุนการผลิตสูง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรมีสายป่านที่ยาวพอสมควร เพราะต้องทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้าง แบรนด์ในระยะยาว รวมถึงต้องมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในส่วนของการผลิต เช่น การซื้อเครื่องจักร การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ทั้งยังเรื่องค่าขนส่งเพื่อกระจายสินค้าให้ครอบคลุม” และอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการควรจะความสำคัญในการทำตลาด ก็คือ การแสดงหรือบ่งบอกว่าสินค้าขนม/ของฝากนั้นเป็นสินค้าจากไทย เช่น การใช้สัญลักษณ์ Made In Thailand เพื่อตอกย้ำความน่าเชื่อถือและยอมรับแก่ผู้บริโภค เนื่องจากในสายตาของผู้บริโภคประเทศเพื่อนบ้าน สินค้าจากไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมีอิทธิพลอย่างมากต่อกระบวนการตัดสิน ใจซื้อของผู้บริโภค เมื่อเทียบกับสินค้าของประเทศคู่แข่งที่สำคัญ อย่าง จีน



บทสรุป
อุตสาหกรรมผลิตขนม/ของฝาก เกิดขึ้นมาจากภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น ในการประยุกต์นำวัตถุดิบหรือของดีที่มีอยู่ในพื้นที่ นำมาผลิตเป็นสินค้าประเภทอาหาร และขนมของฝากของที่ระลึก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากร และสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในท้องถิ่น โดยได้รับแรงกระตุ้นจากการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวของไทย ที่ทำให้ปัจจุบันธุรกิจผลิตขนม/ของฝาก พบได้อยู่ทั่วไปทั้งในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญและเมืองที่เป็นทางผ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคกลาง ซึ่งถือได้ว่าเป็นภูมิภาคที่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อกับการทำธุรกิจผลิต ขนม/ของฝากเป็นอย่างมาก จากการเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมภายในประเทศ ในขณะที่ความอุดมสมบูรณ์ทรัพยากรทางการเกษตรในพื้นที่ ก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งที่ทำให้ในแต่ละจังหวัดภาคกลาง เป็นทั้งแหล่งวัตถุดิบ แหล่งผลิตและศูนย์กลางการกระจายสินค้าที่มีศักยภาพ รวมไปถึงการเป็นสะพานเชื่อมการเติบโตไปยังธุรกิจต่อเนื่องอื่นๆ อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจบริการนักท่องเที่ยว ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ฯลฯ

 แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจผลิตขนม/ของฝากในภาคกลาง พบว่า ยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก เนื่องด้วยเป็นสินค้าที่ผู้คนทั่วไปนึกถึงเมื่อเดินทางไปท่องเที่ยว หรือจะเดินทางกลับภูมิลำเนาของตนเอง เพื่อซื้อไปฝากครอบครัว ญาติสนิท มิตรสหาย ในช่วงเทศกาลสำคัญและวันหยุดต่างๆ อีกทั้งยังเป็นตลาดรองรับผู้บริโภคที่ค่อนข้างใหญ่ และตัวผลิตภัณฑ์สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยได้ง่าย นอกจากนี้ ด้วยลักษณะการท่องเที่ยวของภาคกลางที่ไม่มีฤดูโลซีซั่น ทำให้สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ยังเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจของผู้ประกอบการผลิตขนม/ของฝากที่มีศักยภาพ ในการจะต่อยอดพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดต่างๆ เพื่อเจาะตลาดในประเทศและตลาดส่งออกได้มากขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ดี ภายใต้โอกาสทางธุรกิจ แต่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตขนม/ของฝาก ยังมีประเด็นท้าทายที่ต้องเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คู่แข่งในธุรกิจที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยในพื้นที่ อีกทั้งต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากการปรับขึ้นของราคาสินค้าวัตถุดิบหลัก คุณภาพและมาตรฐานการผลิต นอกจากนี้ จากการที่มีการแลกเปลี่ยนสินค้าข้ามภาคกันมากขึ้น ทำให้สินค้าที่วางจำหน่ายเริ่มซ้ำกันเอง และสูญเสียจุดยืนของสินค้าที่ลักษณะเฉพาะของภาคได้ ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ประกอบการ SMEs จะต้องเร่งเตรียมความพร้อมและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจที่เกิดขึ้น

สำหรับการเปิด AEC นั้น เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการ SMEs ในอุตสาหกรรมผลิตขนม/ของฝาก ในการขยายการค้าไปสู่ผู้บริโภคในอาเซียนได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV ที่ประกอบด้วย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่มีความใกล้ชิดกับไทย ทั้งด้านภูมิประเทศและวัฒนธรรม อีกทั้งยังมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีอย่างต่อเนื่องและมีกำลังซื้อ ในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ดี การเจาะตลาดขนม/ของฝากไปยังประเทศเพื่อนบ้านนั้น ต้องคำนึงว่าสินค้าประเภทใดบ้างที่เหมาะสม เพราะสินค้าขนม/ของฝากของไทย ยังมีข้อจำกัดด้านวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ที่เสียหายได้ง่าย มีขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนทำให้ต้นทุนการผลิตสูง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรมีสายป่านที่ยาวพอสมควร เพราะต้องทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแบรนด์ในระยะยาว และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับตราสัญลักษณ์ Made In Thailand ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าให้ดูโดดเด่นแตกต่างจาก สินค้าอื่นๆ


แหล่งที่มาของข้อมูล
  • กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • รายงานการศึกษาเครือข่ายวิสาหกิจ อาหาร และขนม/ของฝากพื้นเมือง (ปี 2551)
  • โอกาสอุตสาหกรรมขนมไทย วารสารอุตสาหกรรมสาร (ฉบับเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2553)
  • แกะรอย 4 ผู้นำ 4 สไตล์ ธุรกิจของฝากพื้นเมือง (ผู้จัดการรายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 2 กันยายน 2549)

Post a Comment

 
Copyright © 2013 NEWS INDUSTRY ข่าวอุตสาหกรรม
Powered byBlogger